สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ...กรดไหลย้อน
กรดไหลย้อน คือ ภาวะที่น้ำย่อยในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร ทำให้เกิดการอักเสบ แสบ และเจ็บปวด สาเหตุหลักมักเกิดจาก "กล้ามเนื้อหูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารทำงานผิดปกติ" ทำให้กรดกระฉอกขึ้นมาได้ง่าย โดยเฉพาะเวลาเอนตัวนอนหรือทานอิ่มจัดๆ
อาการที่พบบ่อย :
🔥 แสบร้อนกลางอก: รู้สึกร้อนวูบวาบตั้งแต่ลิ้นปี่ขึ้นมาถึงคอ
🤮 เรอเปรี้ยว: มีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปากหรือคอ
แน่นท้อง ท้องอืด เหมือนอาหารไม่ย่อย
อาการที่ไม่ควรมองข้าม :
ไอเรื้อรัง โดยเฉพาะเวลากลางคืน
เจ็บคอตอนเช้า เสียงแหบ
เหมือนมีก้อนจุกที่คอ กลืนลำบาก
พฤติกรรมการกิน: กินแล้วนอนทันที, กินรสจัด, กินมื้อใหญ่เกินไป
ประเภทอาหาร: ของทอด, ของเผ็ด, ของมัน, ชา, กาแฟ, น้ำอัดลม, ช็อคโกแลต, แอลกอฮอล์
ภาวะร่างกาย: ความอ้วน (แรงดันในช่องท้องสูง), การตั้งครรภ์
ความเครียด: กระตุ้นการหลั่งกรด
หลายครั้งที่รักษาไม่หายเพราะวินิจฉัยผิด มีโรคมากมายที่ผู้ป่วยมาด้วยอาการคล้ายกรดไหลย้อน ขอแนะนำ 3 โรค
ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ บางครั้งมีอาการแสบร้อน ปวดร้าวทะลุกลางหลัง จุดสำคัญ คืออาการมักจะสัมพันธ์กับการกิน มักจะมีอาการหลังทานอาหาร โดยเฉพาะเวลากินของเผ็ดๆ หรือ เวลาที่ท้องว่าง เช่น เวลาก่อนนอน และอาการปวดมักจะเป็นๆหายๆไม่เกินครั้งละครึ่งชั่วโมง มักมีอาการเรอบ่อยร่วมด้วย
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดใต้ชายโครงขวา ปวดบีบๆแน่นๆ ปวดร้าวไปสะบักขวา มักมีอาการปวดยาวนานเป็นชั่วโมง จากนั้นอาการจะค่อยๆดีขึ้น จุดสำคัญ คืออาการมักจะสัมพันธ์กับการกินของมัน หรือ อาหารมื้อใหญ่ๆ ในบางกรณีที่ประวัติไม่ชัดเจนอาจต้องตรวจเพิ่มเติมโดยการทำอัลตราซาวด์
ผู้ป่วยโรคหัวใจ มีอาการจุกแน่น บริเวณหน้าอกได้เช่นเดียวกัน แต่ลักษณะการปวด จะปวดเหมือนมีอะไรมากดทับหน้าอก ร้าวไปไหล่ซ้าย/กรามซ้าย จุดสำคัญ คือ จะมีอาการมากขึ้นเวลาออกแรง และ อาการจะไม่สัมพันธ์กับการกินอาหาร
ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นโรคหัวใจระยะแรก หากไปตรวจที่โรงพยาบาลและตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจก็จะพบว่า ผลยังปกติ หากต้องการยืนยันการวินิจฉัยจริงอาจจะต้องพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจเพิ่มเติมอีกครั้ง
หลายครั้งผู้ป่วยพึ่งพาแต่ยา ไม่ได้พยายามแก้ไขที่ต้นเหตุเลย ทำให้รักษาได้ยาก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะช่วยให้อาการที่เป็นอยู่ดีขึ้น
ทานอาหารอ่อน งดอาหารเผ็ด เลี่ยงของมัน เช่น ของทอด, เครื่องในสัตว์, กุ้ง หอย ปู
ไม่ควรดื่ม ชา กาแฟ น้ำอัดลม นมสด นมเปรี้ยว
เลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดก๊าซ เช่น พืชตระกูลถั่ว, หัวหอม, กะหล่ำปลี
หยุดการใช้ยาแก้ปวดที่มีฤทธิ์กัดกระเพาะอาหาร
ทานอาหารให้ตรงเวลา
พักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจให้สบาย อย่านอนดึก
หลายครั้งแม้จะพยายามดูแลตนเองอย่างเต็มที่แล้ว แต่อาการก็ยังไม่หายสักที อาจเป็นเพราะบางสาเหตุ เช่น ติดเชื้อในกระเพาะ จำเป็นต้องส่องกล้องทางเดินอาหารเพื่อหาสาเหตุ และทำการรักษาที่สาเหตุนั้นอย่างตรงจุด แพทย์อาจแนะนำยาที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในการรักษา ช่วยให้ท่านหายจากหายจากอาการที่เป็นอยู่ได้เร็วขึ้นนั่นเอง
อย่าปล่อยให้เรื้อรังจนเกิดภาวะแทรกซ้อน ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน หากมีอาการต่อไปนี้:
กลืนอาหารลำบาก หรือเจ็บเวลากลืน
น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
ถ่ายดำ หรืออาเจียนเป็นเลือด
ทานยาดูแลตัวเองแล้วเกิน 2 สัปดาห์อาการไม่ดีขึ้น